Breaking News

วธ.ประกาศยกย่องศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2559 คำสอน – เดโช – ลาวัณย์ – รศ.เสนอ -สมบัติ เตรียมเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเข็มและโล่ 24 ก.พ. 60

dsc_1880

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่ห้องประชุม 1 กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) ได้แถลงผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2559 โดยการพิจารณาคัดเลือกของคณะอนุกรรมการฯที่ประธานมาจากศิลปินแห่งชาติ จำนวน 3 ท่าน โดยมีผลให้ศิลปินทั้ง 3 สาขาได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน 12 คน ได้แก่ 1.สาขาทัศนศิลป์ 4 คน ได้แก่ นางคำสอน สระทอง (ประณีตศิลป์-ทอผ้า) นายเดโช บูรณบรรพต (ภาพถ่าย) นางลาวัณย์ อุปอินทร์ (จิตกรรม) และ รศ.เสนอ นิลเดช (สถาปัตยกรรมไทยประเพณี) 2.สาขาวรรณศิลป์ 4 คน ได้แก่ นายกิตติศักดิ์ มีสมสืบ นางชูวงศ์ ฉายะจินดา นายธัญญา สังขพันธานนท์ และ ศ.พิเศษ เรืองอุไร กุศลาสัย และ 3.สาขาศิลปะการแสดง 4 คน ได้แก่ นายธนิสร์ ศรีกลิ่นดี (ดนตรีไทยสากล) นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ (การแสดงพื้นบ้าน-ช่างฟ้อน) นายสมบัติ เมทะนี (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) และนายหะมะ แบลือแบ (มะยะหา) (การแสดงพื้นบ้าน-ดีเกร์ฮูลู)

dsc_1875

พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ จะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 25,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลตามระเบียบราชการ รวมทั้งมีค่าช่วยเหลือเมื่อประสบสาธารณะภัย ครั้งละไม่เกิน 50,000 บาท และหาเสียชีวิตจะมีค่าช่วยเหลืองานบำเพ็ญกุศลศพ 20,000 บาท เงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตไม่เกิน 150,000 บาท เป็นต้น

“จากนี้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จะทำหนังสือกราบบังคมทูล ขอพระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติทั้ง 12 คน เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเข็ม และโล่เชิดชูเกียรติ จะเป็นวันเวลาใดตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ซึ่งศิลปินแห่งชาติทุกคนล้วนแต่มีผลงานและการพิจารณาเป็นไปด้วยความโปร่งใสกรรมการทุกคนไม่มีท่านใดขัดแย้ง ทั้งนี้ ในส่วนของ วธ.จะจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบเกี่ยวกับศิลปินแห่งชาติแต่ละท่านต่อไป” พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว

dsc_1884

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วธ. กล่าวว่า นับตั้งแต่เริ่มโครงการศิลปินแห่งชาติมาเมื่อปี พ.ศ.2527 มีศิลปินแห่งชาติได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.2528 – 2558 มีตำนวน 266 คน และ พ.ศ.2559 จำนวน 12 คน รวมมีจำนวนทั้งสิ้น 278 คน เสียชีวิตไปแล้ว 120 คน มีชีวิตอยู่ 158 คน ซึ่งศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2559 จะได้เข้ารับพระราชทานเข็มและโล่เชิดชูเกียรติจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันศิลปินแห่งชาติ และในวันดังกล่าวจะมีงานเลี้ยงแสดงความยินดี พร้อมจัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่ชีวประวัติและผลงาน ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยด้วย

%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b27_resize

สำหรับประวัติของศิลปินแห่งชาติ 12 ท่าน มีดังนี้ นางคำสอน  สระทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ – ทอผ้า) ปัจจุบันอายุ 77 ปี เกิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2492 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4  ได้รับปริญญาศิลปะศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาช่างออกแบบประยุกต์ศิลป์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ นางคำสอน เป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานด้านการทอผ้าแพรวา จนกระทั่งเกิดความเชี่ยวชาญและได้พัฒนารูปแบบลวดลายให้สวยงามทั้งแบบดั้งเดิมและแบบสมัยนิยม สามารถประดิษฐ์ลวดลายได้อย่างประณีตงดงาม ได้คิดค้นลวดลายผ้าแพรวารูปแบบใหม่ๆ เพิ่มเติมตามจินตนาการ อีกทั้งยังได้คิดประดิษฐ์รูปแบบการทอผ้าที่เรียกว่า “เขาลาย หรือ ตะกรอลาย” และยังเป็นผู้นำกลุ่มทอผ้าไหมแพรวานำผ้าไหมแพรวายาวที่สุดในโลก 99 เมตร 60 ลาย ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และผ้าไหมแพรวาขนาดหน้ากว้างพิเศษ 80 เซนติเมตร ความยาว 9 เมตร จำนวน 10  ลาย รวม 43 แถว ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้ผ้าไหมแพรวาเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย

%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e121

นายเดโช  บูรณบรรพต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) ปัจจุบันอายุ 63 ปี เกิดที่กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านการจัดการ สถาบันศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากจบปริญญาตรีได้เข้าทำงานเป็นผู้จัดการแล็ปสี บริษัท เบอร์ลี ยุคเกอร์ จำกัด บริษัทอิสต์เอเชียติกส์ จำกัด และมาก่อตั้งบริษัท โฟโต้ซีสเทมส์ จำกัด  นายเดโช  สร้างสรรค์ผลงานแนวชีวิตที่มีศิลปะ มีความสวยงามและมีเรื่องราวในตัวเอง ให้คุณค่าทางอารมณ์ สื่อความหมายบรรยากาศได้อย่างครบถ้วน อาทิ ภาพวิถีชีวิต ภาพธรรมชาติของคน ลักษณะของการแต่งกาย การยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นต้น จนเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองและสร้างชื่อเสียงเป็นอย่างมาก พ.ศ. 2534 ได้รับโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้ถ่ายภาพสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เพื่อใช้ในการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ และได้ถวายงานมาโดยตลอด ด้วยผลงานการถ่ายภาพที่โดดเด่นจึงได้รับหนังสือจากสำนักพระราชวังโปรดเกล้าฯ ให้เป็นช่างภาพในการบันทึกพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จเยือนต่างประเทศทั้งการเสด็จส่วนพระองค์และการเสด็จแทนพระองค์ อย่างเป็นทางการ ตลอดจนร่วมปฏิบัติงานด้านการถ่ายภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ และพระมหากษัตริย์ต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรตินิยม FRPS (Fellowship of The Royal Photographic Society of Great Britain) จากการจัดระดับมาตรฐานนักถ่ายภาพ ของสมาคมถ่ายภาพแห่งสหราชอาณาจักร (The Royal Photographic Society of Great Britain) ได้รับการจัดระดับมาตรฐานเป็นนักถ่ายภาพ Top Ten list ประเภทภาพท่องเที่ยวสไลด์สี จากสมาคมถ่ายภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (Travel Division of Photographic Society of Americ) ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจถ่ายภาพที่ประสบความสำเร็จ

%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c

นางลาวัณย์ อุปอินทร์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปัจจุบันอายุ 81 ปี เกิดที่กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปะบัณฑิต (จิตรกรรม) คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ช่วยของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี พ.ศ. 2502 เข้ารับราชการเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ พ.ศ. 2517 ย้ายไปสังกัดภาควิชาศิลปประยุกต์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จนกระทั่งเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2538 นางลาวัณย์ เป็นศิลปินและนักวิชาการที่มีชีวิตเรียบง่าย งดงาม มีความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องศิลปะ เป็นศิลปินที่สนใจเรื่องราวและเนื้อหาของคน มีความชำนาญในการเขียนภาพเหมือนบุคคลเป็นพิเศษ ได้เขียนภาพบุคคลสำคัญๆ ไว้จำนวนมาก อาทิ นายชวน หลีกภัย นายจักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นต้น จนเป็นที่ยอมรับในสังคมและวงการศิลปะ และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้ถวายงานรับใช้ในการเขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ส่วนพระองค์ และพระสาทิสลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ในตำหนักต่างๆ อาทิ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เป็นต้น

001

รศ.เสนอ นิลเดช  ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรมไทยประเพณี) ปัจจุบันอายุ 82 ปี เกิดที่จังหวัดสระบุรี สำเร็จการศึกษาปริญญาศิลปะบัณฑิต (โบราณคดี) มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2517 ได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูง สถาปัตยกรรมไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร รศ.เสนอ มีผลงานการออกแบบสร้างสรรค์ แต่ละชิ้นงานอาศัยการพินิจพิเคราะห์ถึงบริบทสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับแต่ละชิ้นงานหรือโครงการอย่างละเอียดก่อนเสมอ เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเบื้องต้นให้ถ่องแท้ถึงจินตภาพที่ตัวงานหรือโครงการนั้นควรจะเป็นไปในทิศทางใด ก่อนที่ลงลึกถึงความต้องการอย่างชัดเจน งบประมาณ ระยะเวลา ตลอดจนเงื่อนไขหรือข้อจำกัดต่าง ๆ แล้วจึงนำสู่การวิเคราะห์เพื่อสร้างแนวความคิดหรือแรงบันดาลใจในการออกแบบสร้างสรรค์ ผ่านองค์ความรู้ของหลักวิชาทางสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งว่าด้วยระเบียบแบบแผนของ รูปแบบ รูปทรง สัดส่วน องค์ประกอบ โครงสร้าง ตลอดจนวัสดุก่อสร้าง ประสานร่วมกับองค์ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ พัฒนาการทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมโบราณคดี วัฒนธรรมวิถี รวมทั้งปรัชญาทางพระพุทธศาสนา หลักธรรม และที่สำคัญยิ่งก็คือ ระบบ “คติ – สัญลักษณ์” ในงานสถาปัตยกรรมไทยซึ่งถือเป็นเครื่องมือหลักสำคัญยิ่งในการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมทุกชิ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณค่าทางความหมายอันลึกซึ้งในเชิงจิตใจที่นอกเหนือจากมิติทางกายภาพ ซึ่งให้ความสำคัญทางความงามแสดงค่าในเชิงสุนทรียะเท่านั้น ยกตัวอย่าง เช่น กรณีการออกแบบพระเจดีย์ รองศาสตราจารย์เสนอ จะตั้งคำถามเป็นเบื้องต้นก่อนว่าสร้าง“พระเจดีย์” อะไร? หมายถึงเป็น “พระธาตุเจดีย์” “ธรรมเจดีย์” “บริโภคเจดีย์” “เจติยาคาร”  เพื่อทราบถึงเป้าหมายและบทบาทหน้าที่อันสำคัญ ก่อนจะมีคำถามถัดมาคือสร้างที่ไหน? หมายถึงสถานที่   ปลูกสร้างหรือที่ตั้งซึ่งให้จินตภาพปรากฏในเชิงภูมิลักษณ์ว่าเป็นอย่างไร? อยู่ภาคไหน? เพราะจะเป็นที่มาของการเชื่อมโยงกับสาระต่าง ๆ เช่น ในเชิงวัฒนธรรมของพื้นที่หรือประวัติศาสตร์ของพื้นที่หรืออัตลักษณ์ทางกายภาพของ พื้นที่ ฯลฯ ผลงานของรองศาสตราจารย์เสนอ อาทิ ออกแบบพระอุโบสถวัดศรีบุรีรัตนาราม จังหวัดสระบุรี, ออกแบบพระอุโบสถวัดบึงทองหลาง กรุงเทพฯ, ออกแบบเรือนไทยล้านนา (ชูชีพ ศิลปรัตน์) กรุงเทพฯ, ออกแบบพระอุโบสถวัดสะแล่ง จังหวัดแพร่ , ออกแบบศาลาไทยท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นต้น

6

นายกิตติศักดิ์ มีสมสืบ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (นามปากกา ศักดิ์สิริ มีสมสืบ) ปัจจุบันอายุ 59 ปี สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนนิมิตศึกษา อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ระดับประกาศบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาจิตรกรรมสากล จากโรงเรียนเพาะช่าง และระดับปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปศึกษา จากวิทยาลัยครูพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2525 “ศักดิ์สิริ” เป็นกวีผู้มีผลงานทั้งประเภทร้อยแก้วและร้อยกรองสืบเนื่องอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลากว่าสามทศวรรษ ผลงานมีลักษณะสร้างสรรค์และโดดเด่นในเชิงวรรณศิลป์ ทั้งด้านรูปแบบ เนื้อหา และความคิด กวีนิพนธ์ของ “ศักดิ์สิริ” มีทั้งประเภทที่มีฉันทลักษณ์และไร้ฉันทลักษณ์ มีทั้งที่ดำเนินตามขนบและต่างจากขนบดั้งเดิม โดดเด่นด้วยการสรรคำที่เรียบง่ายแต่มีลีลาและจังหวะที่เป็นอัตลักษณ์ สร้างสรรค์ลำนำเฉพาะตน อันทรงพลังสอดคล้องกับเนื้อหา เพื่อให้กระทบใจและเร้าความคิดผู้อ่าน  นอกจากนี้ ด้านกวีนิพนธ์ของ “ศักดิ์สิริ” ยังโดดเด่นด้วยลักษณะประสานศิลป์โดยใช้ศักยภาพด้านดนตรีและจิตรกรรมในการนำเสนอผลงาน ทั้งในรูปแบบหนังสือและสื่อร่วมสมัยรูปแบบต่างๆ การอ่านขับขานบทกวีประกอบการแสดงดนตรี ทำให้กวีนิพนธ์ของศักดิ์สิริสามารถเผยแพร่ได้ในวงกว้างและเข้าถึงกลุ่มผู้ฟังได้ทุกวัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน อันเป็นการสืบสานและสร้างสรรค์พลังของกวีนิพนธ์ไทยในสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1224955451

นางชูวงศ์  ฉายะจินดา ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์  ปัจจุบันอายุ 86 ปี เกิดที่กรุงเทพมหานคร สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนราชินี เมื่อ พ.ศ. 2490 ระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2494 สอบชิงทุนโคลอมโบของรัฐบาลออสเตรเลียไปศึกษาต่อในสาขาวิชาวาทศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ  พ.ศ. 2506 สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2507 เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ภาควิชาภาษาไทยที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ต่อมาได้ลาออกเพื่อประกอบอาชีพนักเขียน ปัจจุบันพำนักอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ชูวงศ์  ฉายะจินดา สร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมสืบเนื่องมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ เป็นนักเขียนนวนิยายสตรีที่มีผลงานพิมพ์เผยแพร่แล้วประมาณ 100 เรื่อง หลายเรื่องพิมพ์หลายครั้ง และหลายเรื่องได้รับความนิยม นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์และละครวิทยุหลายครั้ง เช่น เรื่อง จำเลยรัก ตำรับรัก เทพบุตรในฝัน กามเทพหลงทาง  เงาอโศก  พระจันทร์แดง สุดสายป่าน  กำแพงเงินตรา และเกิดเป็นหงส์  ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเรื่องสั้น สารคดี เรื่องแปล  นวนิยายของชูวงศ์  ฉายะจินดา ส่วนใหญ่เป็นนวนิยายรักพาฝัน นำเสนอปัญหามิติต่างๆ ของความรักโดยเน้นการนำเสนอตัวละครเอกฝ่ายหญิงที่เป็นแบบอย่างของกุลสตรีไทย ซึ่งมั่นคงในความรักและความดี ทำให้สามารถเอาชนะอุปสรรคในชีวิตได้ นอกจากจะทำให้ผู้อ่านได้รับความบันเทิงจากจินตนาการและสำนวนภาษาที่ราบรื่นชวนอ่านแล้ว ชูวงศ์ ฉายะจินดา ยังเน้นย้ำคติธรรมเรื่อง “ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว” และมุ่งหวังให้ผลงานของตนสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์อีกด้วย

jan_2500_resize

รศ.ธัญญา สังขพันธานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (นามปากกา ไพฑูรย์ ธัญญา)  ปัจจุบันอายุ 60 ปี เกิดที่จังหวัดพัทลุง สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา ปริญญาโท หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก และปริญญาเอก หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยนเรศวร รับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ระหว่างทำงานเป็นอาจารย์ได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารหลายตำแหน่งหลายวาระ ปัจจุบันได้รับการต่ออายุราชการหลังเกษียณให้ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย   คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รองศาสตราจารย์ธัญญา เริ่มเติบโตทางความคิดหลังเกิดเหตุการณ์ “๑๔ ตุลา” จาก การอ่านวรรณกรรมจำนวนมาก จึงปรารถนาจะเขียนหนังสือบอกเล่าความคิดของตน เรื่องสั้นชื่อ “ความตายของปัญญาชน” เป็นเรื่องแรก หลังจากนั้นเขียนเรื่องสั้นส่งประกวดในเวทีต่างๆ และมักได้รับรางวัลชนะเลิศ  ผลงานรวมเรื่องสั้นเล่มแรกชื่อ ก่อกองทราย  ในนามปากกา ไพฑูรย์  ธัญญา ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) พ.ศ. 2530 จากนั้นมีหนังสือรวมเรื่องสั้น นวนิยาย หนังสือรวมบทกวี พิมพ์เผยแพร่อย่างสม่ำเสมอจนถึงปัจจุบัน และได้รับรางวัลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ผลงานเรื่องสั้นหลายเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ รวมทั้งนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครเวทีด้วย  นอกจากบทบาทในฐานะนักเขียน รองศาสตราจารย์ธัญญา ยังเป็นนักวิชาการ  ได้เขียนตำราทฤษฎีวรรณกรรมและหนังสือรวมบทความวิชาการซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้าง และเป็น ผู้อุทิศตน บ่มเพาะ ปลูกฝัง สร้างนักอ่านและนักเขียนซึ่งเป็นเยาวชน ด้วยการทำโครงการค่ายวรรณกรรมสัญจร ซึ่งประสบผลสำเร็จยาวนานถึง 25  ปี และเป็นต้นแบบให้แก่ค่ายวรรณกรรมอื่นๆ

jan_2571_resize

ศาสตราจารย์พิเศษเรืองอุไร กุศลาสัย ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปัจจุบันอายุ 96 ปี  จบการศึกษาปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับทุนวัฒนธรรมสัมพันธ์จากรัฐบาลอินเดียไปศึกษาภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาฮินดี และวัฒนธรรมอินเดียโบราณ ที่มหาวิทยาลัยฮินดูพาราณสี ได้รับประกาศนียบัตรภาษาสันสกฤตและภาษาฮินดี เริ่มรับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนฝึกหัดครูมัธยม  เกษียณอายุราชการจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยศิลปากร ศาสตราจารย์พิเศษเรืองอุไร เริ่มเขียนหนังสือในช่วงที่เข้ารับราชการใหม่ๆ ได้เขียนเรื่อง  “ญี่ปุ่น-ไทยผูกพันพันธมิตร” ต่อมาใน พ.ศ. 2493 ได้ร่วมงานกับนายกรุณา กุศลาสัย (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2546) แปล มหากาพย์พุทธจริต เป็นภาษาไทย หลังจากนั้นได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกันในนามปากกา กรุณา-เรืองอุไร  กุศลาสัย อีกหลายเรื่อง เช่น เมฆทูต ของ กาลิทาส และคีตาญชลี ของรพินทรนาถ ฐากุร  นอกจากสร้างผลงานร่วมกับนายกรุณาแล้ว ศาสตราจารย์พิเศษเรืองอุไร มีผลงานสร้างสรรค์ในนามของตนอีก 5 ประเภท ได้แก่ งานแปลและงานนิพนธ์เกี่ยวกับภารตวิทยา กวีนิพนธ์และประวัติเพลง ตำรา คู่มือ หนังสืออ่านเพิ่มเติมของชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ เสียงร้องทำนองเสนาะ เพลงกล่อมลูก และเพลงต่างๆ ตลอดจนผลงานในลักษณะการเผยแพร่ความรู้ ผลงานนิพนธ์เหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอย่างสม่ำเสมอ

%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa4

นายธนิสร์  ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล) ปัจจุบันอาย 65 ปี  สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ด้านดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เป็นทั้งอาจารย์สอนวิชาดนตรี ที่วิทยาลัยครูจันทรเกษมและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เรียบเรียงเสียงประสานให้กับศิลปินไทย  นักดนตรีวงเดอะฟ็อกซ์ วงแบ๊บติค วงช็อคโกแลต วงโอเปี้ยมและวงคาราบาว ผลิตผลงานเพลง โปรดิวเซอร์  ผู้พัฒนาขลุ่ยไทยให้ก้าวไกลไปสู่สากลและผู้ร่วมบรรเลงขลุ่ยกับนักดนตรีต่างชาติทั่วโลก นายธนิสร์ ผู้ที่มีเสียงดนตรีในหัวใจ ได้ใช้ระยะเวลาชั่วชีวิตในการทุ่มเทให้กับงานดนตรี ด้วยการเริ่มต้นจากวัยเยาว์ จนถึงวัยรุ่น และก้าวย่างเข้าสู่รุ่นใหญ่ ด้วยประสบการณ์ทางด้านดนตรีอย่างล้นหลาม อีกทั้งความวิริยะอุตสาหะที่ไม่หยุดนิ่งที่จะมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนางานดนตรีให้เข้าถึงชีวิตและจิตใจ เพื่อให้คนฟังดนตรีฟังแล้วเกิดความสุขสบายใจ ด้วยปรัชญาที่ว่า “เสียงดนตรีที่ดี ต้องเริ่มมาจากจิตใจที่ดี” หากแต่คนที่ทำงานดนตรีนั้น ไม่สามารถมีจิตใจที่บริสุทธิ์แล้วนั้น ยากที่จะได้เสียงดนตรีที่เข้าถึงจิตใจของผู้ฟังได้ ด้วยปรัชญาดังกล่าวข้างต้น ทำให้ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ยึดหลักปรัชญาเข้ามาในการทำงานดนตรีเสมอ จนทำให้ผลิตผลที่ออกมาจากการทำงานนั้น ล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในสมาชิกวงดนตรีเพื่อชีวิตที่โด่งดังอย่างคาราบาว ธนิสร์ศรีกลิ่นดี ก็ได้เป็นผู้แต่งเติมสีสันให้งานเพลงคาราบาวในทุกบทเพลงมีคุณลักษณะเฉพาะ มีความเป็นเอกลักษณ์อย่างเช่น บทเพลง “เมดอินไทยแลนด์” ที่เสียงขลุ่ยได้ปลุกค่านิยมของความเป็นไทยขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งได้ร่วมอนุรักษ์ความเป็นไทยในงานเพลงของตนเองได้อย่างสวยงาม อย่างเช่นบทเพลง “ทานตะวัน” หรือบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บทเพลง “ความฝันอันสูงสุด” เสียงขลุ่ยที่เป่าออกมาสามารถสะกดอารมณ์ ให้เกิดความรักชาติโดยพลัน  นอกจากนี้   ยังได้วางรากฐานให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดนตรีไทย “ขลุ่ย” ให้กับเยาวชนไทยให้ได้สืบสานความเป็นไทยและเป็นตัวแทนของประเทศไทยประกาศศักดาให้ชาวโลกได้ประจักษ์ในเรื่องดนตรีไทย “ขลุ่ย” รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาเครื่องดนตรีไทย “ขลุ่ย” จากไม้นานาพรรณที่เลือกสรรมาและใช้เทคนิคผ่านกระบวนการที่ทำให้สามารถปรับระดับเสียงให้สามารถร่วมเล่นกับเครื่องดนตรีสากลทุกที่ในโลกได้ บทสรุปของคนดนตรีที่ทำงานด้วยจิตใจคนนี้ได้ว่า… “ขลุ่ยคือ…ชีวิต ชีวิตคือ…ขลุ่ย”

49

นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน – ช่างฟ้อน) ปัจจุบันอายุ 70 ปี เกิดที่จังหวัดเชียงราย สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  จากโรงเรียนบ้านหนองบัว ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานาฏศิลป์และการละคร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เมื่อ พ.ศ. 2547 นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ เริ่มต้นเรียนการฟ้อนจากบิดา ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ได้รับการถ่ายทอดท่ารำต่างๆ รวมทั้งท่าฟ้อนสาวไหมซึ่งบิดาได้รับแรงบันดาลใจจากอากัปกิริยาการทอผ้าฝ้ายของคนสมัยโบราณ จนเป็นผู้มีความสามารถในการฟ้อนต่างๆ ได้อย่างงดงาม เมื่อได้นำออกแสดงก็มีปรับปรุงท่าฟ้อนให้เหมาะสมมากขึ้นตามแบบหญิงสาวชาวล้านนา ต่อมาได้รับการถ่ายทอดท่ารำฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน รำสีนวล ยวนรำพัด สร้อยแสงแดง ฟ้อนเงี้ยว จากนายโม ใจสม อดีตนักดนตรีและนาฏศิลป์ชั้นครูของอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และช่วยปรับปรุงเพลงสาวไหมทางเชียงรายขึ้นต่อเนื่องจากของเดิม แปลงทำนองจากเพลงลาวสมเด็จ จนการฟ้อนสาวไหมกลายเป็นเอกลักษณ์การฟ้อนของชาวบ้านศรีทรายมูล และจังหวัดเชียงราย  จวบจนปัจจุบันนำไปฟ้อนเข้ากับจังหวะของกลองสิ้งหม้องในการแห่ครัวทานในงานปอยหลวง งานทอดผ้าป่า งานกฐิน ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา ได้นำฟ้อนสาวไหมและฟ้อนพื้นบ้านไปเผยแพร่ในพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ     ชมรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญ  ทั้งการศึกษาวิจัยและการอนุรักษ์ลีลาการฟ้อนแบบดั้งเดิม  และในกาลต่อมา นางพลอยศรี สรรพศรี อดีตนาฏกรในคุ้มเจ้าดารารัศมีและคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้นำท่าฟ้อนสาวไหมไปพัฒนาขึ้นเป็นสาวไหมอีกทางหนึ่ง ใช้ทำนองที่แตกต่างออกไป คือ เพลงปั่นฝ้าย บรรจุเป็นการฟ้อนแบบหนึ่งในวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ นางบัวเรียวได้รื้อฟื้นความรู้ในการฟ้อนพื้นบ้านหลายอย่างขึ้นมาถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ ปรับปรุงการฟ้อนสาวไหมขึ้นเพิ่มเติม เรียบเรียงกระบวนการฟ้อนเชิงลื้อ เชิงไต เชิงเมือง ฟ้อนดาบ ฟ้อนเทียน ประดิษฐ์ท่ารำวงล้านนา ฟ้อนแม่หญิงล้านนา เป็นต้น

scan0066

นายสมบัติ  เมทะนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) ปัจจุบันอายุ 79 ปี เกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ และโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจบัณฑิต สถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  ปริญญาโทและปริญญาเอกสาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย สมบัติ เมทะนี “พระเอกตลอดกาล” นักแสดงภาพยนตร์ นักแสดงละครโทรทัศน์ ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้สร้างภาพยนตร์ นักร้อง เป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง นิยมการเพาะกายและรักษาสุขภาพ  เริ่มต้นเข้าสู่วงการบันเทิง เมื่อ พ.ศ. 2503 โดยรับบทพระเอกละครโทรทัศน์ เรื่องหัวใจปรารถนา คู่กับ วิไลวรรณ วัฒนพานิช ทางช่อง 7 ขาวดำ (ช่อง ๕ ในปัจจุบัน) จากนั้น พ.ศ. 2504 จึงหันไปแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก คือ รุ้งเพชร ของกมลศิลปภาพยนตร์ คู่กับ รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง มีผลงานแสดงภาพยนตร์ตั้งแต่ยุค 16 มม. ถึงยุคภาพยนตร์สโคป 35 มม. เสียงพากย์ในฟิล์มและซาวด์ออนฟิล์ม ผ่านการร่วมงานกับนักแสดงชั้นนำและผู้สร้าง-ผู้กำกับของวงการบันเทิงไทยมามากมาย เป็นนักแสดงยอดนิยมและผู้กำกับภาพยนตร์ที่กินเนสบุ๊คบันทึกไว้ว่าเป็นนักแสดงที่รับบทเป็นพระเอกมากที่สุดในโลก โดยแสดงเป็นพระเอกถึง 617 เรื่อง ในช่วงที่ได้รับความนิยมถึงขีดสุด เคยรับงานแสดงพร้อมกันมากถึง 28 เรื่อง ผลงานภาพยนตร์เด่น อาทิ ดวงตาสวรรค์ ใกล้รุ่ง บุเรงนอง เมขลา ฝนเหนือ พ่อปลาไหล ฯลฯ มีผลงานสร้างและกำกับภาพยนตร์ 23 เรื่อง เช่น สลักจิตร ไม่มีคำตอบจากสวรรค์ นักเลงเทวดา ฯลฯ งานแสดงละครโทรทัศน์ อาทิ โอ้ลูกรัก เชลยศักดิ์ ทายาทอสูร มัจจุราชสีน้ำผึ้ง บัลลังก์เมฆ ชื่นชีวานาวี ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นนักร้อง มีผลงานบันทึกแผ่นเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์มากกว่า 100 เพลง เช่น เรื่องจุฬาตรีคูณ วิวาห์พาฝัน เป็นต้น และบันทึกเทปอีก 2 ชุด คือ ชุดผู้ชนะสิบทิศ ชุดออเซาะดาวใจ เป็นพรีเซนเตอร์สินค้าในโทรทัศน์หลายชิ้น เป็นผู้บรรยายความรู้           ทางศิลปะการแสดง เรื่องสุขภาพร่างกาย วิชาการเมือง  การปกครองไทย วิชาคุณธรรมกับการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง มีรางวัลเกียรติคุณตลอดช่วงเวลายาวนานของการปฏิบัติหน้าที่นักแสดง อาทิ รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ในฐานะผู้แสดงนำฝ่ายชายจากเรื่องบางระจัน (2508) มือขวาอาถรรพ์ (2534) รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ในฐานะดาราประกอบชาย จากเรื่องฟ้าทะลายโจร (2543) รางวัลเกียรติคุณแห่งชีวิต กินรีทองคำ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมการท่องเที่ยวแห่งโลก ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ พ.ศ. 2549 สมบัติ เมทะนี ถือเป็นอัญมณี ที่มีค่าของวงการบันเทิงไทย ที่มีส่วนสร้างยุคทองของภาพยนตร์ไทยให้ปรากฏในสังคมอย่างสง่าผ่าเผย คงความโดดเด่นของความเป็นพระเอก ในหัวใจของมหาชนมาโดยตลอด ดำรงชีวิตนักแสดง ที่มีคุณภาพตลอดระยะเวลายาวนานเกือบหกทศวรรษ

%e0%b8%ab%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b013

นายหะมะ   แบลือแบ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-ดิเกร์ฮูลู) ปัจจุบันอายุ  67 ปี เกิดที่จังหวัดยะลา การศึกษา จบหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่ ระดับ 4 การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดยะลา พ.ศ. 2516 – 2551 รับราชการเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งนักการภารโรง  โรงเรียนราษฎร์อุทิศ (ปุแหล) อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ปัจจุบันได้เกษียณอายุราชการ ในช่วงเวลาของการปฏิบัติงานในหน้าที่นักการภารโรง ได้ทุ่มเทกับงานในหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ด้วยความเป็นคนท้องที่ รู้จักคน รู้จักชุมชนอย่างดี จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประสานงานต่างๆ กับชุมชนอีกหน้าที่หนึ่งด้วย ในขณะเดียวกันได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะวิทยากรท้องถิ่นช่วยสอนหลักสูตรดิเกร์ฮูลูของโรงเรียน เพราะโรงเรียนราษฎร์อุทิศ (ปุแหล) ได้บรรจุหลักสูตรการละเล่นนาฎศิลป์พื้นเมือง (ดิเกร์ฮูลู) ไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนด้วย ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ในการงานที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ทำให้การสอนดิเกร์ฮูลูตามหลักสูตรของโรงเรียนเป็นจริง มีรูปธรรมมากขึ้นตามลำดับ ทำให้นักเรียนทุกคนในโรงเรียนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องดิเกร์ฮูลู ตามระดับวุฒิภาวะ ส่วนคนที่มีความรู้ความเข้าใจและรักการแสดงจะได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษจนสามารถออกแสดงในงานต่างๆ ได้สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักของโรงเรียนต่างๆ มากขึ้น  และได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรพิเศษในหลายๆ โรงเรียน โดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่องานในหน้าที่แต่อย่างใด  ด้วยเป็นศิลปินพื้นบ้านในสายเลือด มีโอกาสได้คลุกคลีกับการแสดงพื้นบ้านมาแต่เยาววัยและการศึกษาประวัติความเป็นมาของดิเกร์ฮูลูในเชิงทฤษฎีมากขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลใช้ในการสอนตามหลักสูตรของสถานศึกษาต่างๆ ทั้งในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เริ่มให้ความสำคัญกับการแสดงศิลปะพื้นบ้าน นายหะมะ แบลือแบ ได้สร้างความโดดเด่นในการแสดง คือ การรักษาขนบการแสดงดิเกร์ฮูลูดั้งเดิมและปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยทันเหตุการณ์บ้านเมือง และใช้ดิเกร์ฮูลูเป็นสื่อในการพัฒนาพี่น้องชาวไทยมุสลิมควบคู่กัน เพื่อสร้างความสำนึกรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกมิติ หลักการทั้งสองประการทำให้การแสดงของคณะมะ ยะหา มีความโดดเด่นเหนือกว่าการแสดงของคณะอื่น เนื้อหามีทั้งอรรถรสของการบันเทิงและสาระประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้